รักแห่งสยาม


เพิ่งได้ดูหนังเรื่องนี้ จากvcd
ชอบนะ ต่างจากซีซั่นเชนจ์ที่คิดว่าจะชอบ แต่สรุปก็งั้นๆ

แต่รู้สึกว่าอารมณ์ตัวเองจะด้อยไปหน่อย เพราะดันไปอ่านสปอยล์
กับบทวิจารณ์ก่อนดูมาซะเยอะแยะ พอตอนดูเลยเสียฟีลไปเหมือนกัน

ดูคล้าย love actually ตรงที่ตั้งใจเปิดประเด็นรักในหลายมุมมอง
แต่คิดว่าทำได้ดีกว่า ในเรื่องบท และปมของตัวละคร

ที่ชอบอีกอันคือเรื่อง เพลง ทำมาได้ดี เข้ากับจังหวะ ถึงอารมณ์
มีอันนึงที่เป็นจังหวะกีตาร์ คล้ายๆ เพลงของเด็กโต๋เลย (ชอบมาก)

ที่รู้สึกขัดๆ ไปหน่อยคงเป็นเรื่องบทพูดบางอัน
กับการแสดงของตัวละครที่เป็นเด็ก
แต่ถ้าไม่จุกจิกก็โอเคนะ ไม่รุ้สึกอะไรหรอก

เรื่องเกย์ไม่เกย์ ยัดเยียด หลอกลวง พวกนี้ ไม่อยากพูดแล้ว
เถียงกันเป็นร้อยกระทู้แล้วมั้งในพันทิพย์
มันก็เหมือน คนชอบกินส้มตำ เกลียดปลาร้า แต่ดันไปเผลอกินส้มตำปลาร้า

ถ้าลดอคติลงหน่อย ดูด้วยปัญญา จะพบอะไรเยอะครับ
ปฏิกิริยาสองขั้วที่เกิดขึ้นนี่แหล่ะ ที่เป็นตัวบอกว่า หนังมันดีจริง

อยากให้อ่านบทความของ onopen รักแห่งสยาม เขียนได้ดีมากจริงๆ

ป.ล.อยากดูแบบฉบับยาวมาก จะฝากไอ้ต้นซื้อ แต่กะแล้วว่าไม่ทันแม่งซื้อไปแล้ว ตอนหลังเลยฝากเต้งไปดูให้ที่ B2S ก็ดันไม่มีต้องไปเซนทรัลเวิลด์ กลัวมันลำบาก เลยไม่เอาดีกว่า เห็นว่าจะมีออกต้นเดือนมีนาอีกทีแบบไม่ใข่ลิมิตเต๊ด ค่อยไปซื้อก็ได้ เพราะแค่อยากได้ฉบับยาว ไม่ได้อยากได้ของแถมอื่น

Heroes




จะรีวิวซีรีย์นี้มารอบทีล้านได้แล้ว
กับซีรีย์ที่ชื่อ HEROES

เรื่อง(โคตร)ย่อมีอยู่ว่า
มนุษย์วิวัฒนการ ทำให้มียีนที่ทำให้เจ้าตัวมีพลังพิเศษต่างๆ
เช่นบิน หยุดเวลา เทเลพอร์ท แรงช้าง
รีเจนเนอเรต(ภาษาไทยใช้คำว่าไรฟะ) ฯลฯ

เรื่องวุ่นๆ ก็เกิดขึ้นเมื่อ
คนบางกลุ่มวางแผนการบางอย่างกับพวกเขา
ทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนเป็นไปตามที่ชะตา(ปลอมๆ)ลิขิตไว้
หรือ เขาเหล่านั้นจะลิขิตชะตาใหม่ให้ตนเองได้หรือไม่...


รู้จักซีรียส์นี้จากจารย์วี
มันไม่ได้เวอร์สู้กันตูมตามเหมือนเอ็กซ์เมน
แต่มันสนุกนะ เพราะไม่เวอร์นี่แหล่ะ ด้านเนื้อหาเลยเข้มข้น
เป็นจุดแข็งมากๆ แต่บางทีก็อยากให้มันบู๊ๆกันมากกว่านี้เหมือนกัน

คาดว่าซีรียส์หน้า น่าจะบู๊กันมากขึ้น
เพราะพลังของแต่ละคนก็เปิดเผยกันเริ่มแน่ชัดแล้ว

แนะนำให้ดูมากๆครับผม

sad movie


















Sad movieหนังเก่า เมื่อปีไหนไม่รู้
แต่เพิ่งได้ดูเมื่อปลายปีที่แล้ว

ตอนแรกงงมาก ใครเป็นใครวะเนี่ย
ดูไปค่อนเรื่อง ดันสงสัยว่า(แม่ง)แซ๊ดตรงไหนวะ?

ผ่านไปอีกสิบห้านาที แซ๊ดดดดดโคตร...

คำจัดกัดความของ "ความรักที่ดี" มันคืออะไรกันนะ
การลาจาก ความเศร้า การพลัดพราก...่ได้แปลว่ามันคือความรักที่ไม่ดี
เพราะอย่างน้อยที่สุด ตอนที่อยู่ร่วมกัน ตอนที่รักกัน ความทรงจำที่มี
มันก็เป็นความรักที่ดีแล้วล่ะ...


มีฉากที่ชอบมากอยู่หลายฉาก แต่ที่ประทับใจมากๆ
คือฉากที่น้องสาวพูดเรื่องที่พี่สาวตัวเองทะเลาะกับแฟนหนุ่ม

"อย่าโวยวายเพื่อให้เขามาใส่ใจ เธอควรที่จะใส่ใจเขามากกว่า"

"อย่างน้อยเธอก็ยังพูดคำว่า ฉันรักเธอ ได้
เธอโชคดีกว่าฉันนัก..."

ถึงจะเกลียดเกาหลีแค่ไหน...ก็คงเกลียดหนังดีๆ เรื่องนี้ไม่ลง
ป.ล.ความรักที่ดี มันก็คงไม่พ้นคำหนีไปได้....."ใส่ใจ"

การมีชีวิต เพื่อกันและกัน



เป็นจริงเรื่องเกี่ยวกับ
พ่อลูกคู่หนึ่ง ที่ได้รับรางวัล "พ่อดีเด่น" ในปีนี้

อาจจะฟังดูธรรมดา แต่มันไม่ธรรมดาเลย
ถ้ารู้ว่า พ่อคนนี้ ทำทุกอย่างเพื่อลูกที่...เป็นคนพิการ

เดี่ยวเล่าประวัติให้ฟังคร่าวๆ
ลูกที่ชื่อริคพิการในช่วงแรกเกิด ด้วยสาเหตุบางอย่าง
ซึ่งหมอบอกกับพ่อชื่อดิคว่า "เขาจะเป็นผัก"
แต่พ่อก็ยังยืนยังว่าจะเลี้ยงดูเขาเอง ต่อมาดิคได้รู้ว่า
ลูกตัวเองไม่ได้สมองพิการ เพราะเขาตอบสนอง
ต่อการเคลื่อนไหวของดิค อยู่ตลอด เพียงแต่พูดสื่อสารกันไม่ได้

พอสิบเอ็ดขวบ ดิคเริ่มแน่ใจว่าลูกไม่ได้พิการทางสมอง
จึงไปพบแพทย์เพื่อให้ช่วยเขาได้สื่อสารกับลูกเขา
แต่แพทย์กับบอกเขาว่า "เป็นไปไม่ได้" เพราะสมองเขาใช้การไม่ได้
ดิคจึงให้แพทย์ทดสอบด้วยการ ให้เล่าเรื่องตลก
ปรากฏว่า ริคหัวเราะ...ทีมแพทย์จึงได้ช่วยสร้างเครื่องมือที่ทำให้เขา
สื่อสารกับลูกได้ในที่สุด

หลังจากนั้น ริคกับดิค ได้มีความคิดที่จะ ทำอะไรบางอย่างร่วมกัน
นั่นคือ "การวิ่ง" รู้สึกว่าท้ายสุดเนี่ยจะได้รับรางวัลเกี่ยวกับการวิ่งด้วย
แต่ไม่แน่ใจนะ ไม่ละเอียด

ริคก็เรียนจบ และมีงานทำ วันพ่อปีล่าสุดริคจัดงานเลี้ยงให้พ่อเขาด้วยตัวเอง
อยากดูเพิ่มเิติม จิ้มตรงนี้

ริคพูดทิ้งท้ายไว้ว่า เกี่ยวกับรางวัลพ่อดีเด่นไว้ว่า...
``No question about it,'' Rick types. ``My dad is the Father of the Century.''

ซึ้งมาก T-T ถ้าเกิดมาพิการแล้วได้พ่อแบบนี้ ก็ไม่เสียชาติเกิดจริงๆ

ลึกๆ.....อ๊ะ!




ก็อย่างที่บอก...ลึกๆ.....อ๊ะ! ไม่ใช่และ
แต่ตอนจบ ก็เน้นเรื่องอย่างว่า...จริงๆแหล่ะ

เจอมาตอนหาข้อมูล เกี่ยวกับพิกโตแกรม(ป้ายสัญลักษณ์)
ไอเดียบรรเจิด...ฮามาก

ป.ล.เมื่อวานนอนตอนหกโมงเช้า วันนี้เกือบไม่ได้ไปโรงเรียน
แต่ไปสายมากๆ...สายไปสองชั่วโมง(เรียนวิชาละสามชั่วโมง) พระเจ้า...
แถมวิชานี้ หยุดไปแล้วสองครั้งด้วย...แม่งชอบป่วยวันนี้ทุกที

he she it!

he she it! Jap ver. มาแแล้วครับ
tumkun1

ใครอ่าน a dayก็คงคุ้นกันอยู่
สำหรับการ์ตูนลายเส้นยุ่ง แต่ลึกซึ้ง
กับชื่อง่ายใน he she it!

เคยรู้มาว่า คุณตั้มที่เป็นนักเขียนเรื่องนี้
มีโครงการจะแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น ครั้งล่าสุด
รู้ว่าคุณตั้มเดินทางไปญี่ปุ่นแล้ว

ก็ดีใจด้วยนะครับ ที่ได้ออกมาเป็นตัวเป็นตนกันแล้ว
ใบปลิวด้านหน้าใช้คำโปรยเล็กๆ ว่า "เรื่องราวหวานขม"
ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว ส่วนด้านหลังเป็นรายละเอียด
และสถานที่จำหน่าย ยังไม่ได้ไปดูของจริงเลย
มันไกลและยังไมค่อยจะ่มีเวลา แฮ่ะๆ

ราคาขายอยู่ที่ 1000เยน ประมาณ 300กว่าบาท
กับซีดีอนิเมะสองแผ่น ก็ค่อนข้างถูกนะเนี่ย!

ไม่รู้ว่าจะมีหนังสือออกมาหรือเปล่า...ในอนาคตน่ะนะ
แด่.....หนังสือภาพเรื่อง "ควันใต้หมวก"

ป.ล.1 เดี๋ยวว่างๆ จะไปสอยมารีวิวให้ดูครับ
ป.ล.2 วันนี้ไปกินเนื้อย่างมาก อร่อยอย่างแรง เดี๋ยวถ้าได้ไปกินอีก จะเอามารีวิวนะจ๊ะ
ไปกับพี่เอ๋ ฮาสุดๆ เพราะว่าพี่แกทำน้ำจิ้มกระจายใส่ตัวเอง (ขึ้นหัวเลยง่ะ สยอง...)

Free Hugs

Inspiring Story! Free Hugs Campaign (music by sick puppies)



จากยูทิวป์
น่ารักดี...


ดูแล้วนึกถึงประเทศไทย!
ดูแล้วนึกถึงพ่อกับแม่ที่เมืองไทย!
ดูแล้วนึกถึงเพื่อนคนไทย!

ป.ล.แต่ดูไปดูมาแล้วเศร้าได้ เพราะความคิดถึง!

ช่วงเวลา ของความอ่อนไหว


(คำเตือน! เพลงประกอบเพราะมาก....จิ้มเลย)


ถ้าถามว่า...เพราะอะไร
เราถึงรักคนๆนึง ได้มากขนาดนั้น

มันก็เป็นเรื่องที่ยากจะตอบ

แต่คงจะง่ายกว่า การตอบคำถามที่ว่า...
เพราะอะไร...เราถึงไม่เลิกรักคนๆนึงเสียที




ทำยังไง คนเราถึง
เลิกรักกันได้.....ฉันอยากรู้

ป.ล.ช่วงนี้งานเยอะมากๆ เลย ร่างกายก็ไม่ค่อยจะสู้ดี ทำไมที่นี่มันหนาวจังฟะ
ป.ล.2 ภาพประกอบ และดนตรี จากอนิเมะเรื่อง honey&clover แนะนำให้ดูอย่างแรง!

Nameless Monster




The Nameless Monster

Once upon a time, there lived a nameless monster.
The monster was dying to have a name so badly.
So the monster decided to set out on a journey to find itself a name.
But the world was such a large place.
So the monster split into two and went on to two seperate journeys.
One went to the East and the other went to the west.
The monster that went to the east found a village.

There was a blacksmith at the village entrance.
"Mr.Blacksmith, please give me your name" said the monster.
"I can't give you my name" replied the blacksmith.
"If you give me your name I will jump inside you and make you stronger in return." said the monster.
"Really? I'll give you my name if you can make me stronger.", the blacksmith told the monster.
The monster jumped inside the blacksmith.
The monster became Otto the blacksmith.
Otto the blacksmith was the strongest man in the village.
But one day he said:
"Look at me! Look at me!"
"The monster inside of me has grown this big!"
*Chomp, chomp, munch, munch, gobble, gobble, gulp*
The hungry monster ate Otto from the inside out.

The monster then went back to become a monster without a name.
Even though he jumped inside Hans the shoemaker....
*Chomp, chomp, munch, munch, gobble, gobble, gulp*
He went back to being a monster without a name again.
Even though he jumped inside Thomas the hunter.....
*Chomp, chomp, munch, munch, gobble, gobble, gulp*
He still went back to being a monster without a name.
The monster then went to a castle to find a wonderful name.
Inside the castle, there was a very sick boy.
"I'll make you stronger if you give me your name" said the monster
In reply, the boy told him "I'll give you my name if you can cure my illness and make me stronger."
So the monster jumped inside the boy.
The boy became very healthy.

The King was delighted.
"The prince is well! The prince is well!" said the King.
The monster became fond of the boy's name.
He also grew fond of his life inside the castle.
That's why he endured even when he became hungry.
Every day, even when his stomach became very empty, he endured.
But then he became so hungry....
"Look at me! Look at me!" said the boy.
"The monster inside of me has grown this big!"
The boy then ate his father, servants, and everyone.
*Chomp, chomp, munch, munch, gobble, gobble, gulp*
Because everyone was gone....
The boy left on a journey
He walked and walked for days.....

One day the boy met the monster that went west
"I have a name" said the boy.
"It's a wonderful name."
And then the monster that went west said...
"I don't need a name."
"I'm happy even if I don't have a name."
"Because we're monsters without names."
The boy ate the monster that went west.
Even though he now had a name....
There was no one left to call him by his name.
Johan.
It is a wonderful name.

ป.ล.กดตรงชื่อเรื่องนะมีแบบเป็นรูปให้ สำหรับเนตตุ่นๆ
ป.ล.2 ขอดองไว้แป๊บจะมาแปลไทยนะ
ป.ล.3 คือว่าไม่แปลและ อ่านๆดูมันง่ายน่ะ ดูหนังประกอบจะเข้าใจ...มากมาย

credit:http://www.designchronicle.com/memento/

a lot like LOVE

เขียนเรื่อยเปื่อยมาเยอะและ
มามีสาระกันบ้างดีกว่า...เนอะ

กับหนังไม่เก่า ไม่ใหม่มาก...อาจเก่าแหล่ะ ฮ่าๆ






















ดูสองรอบแล้ว
รู้สึกชอบชื่อเรื่อง ที่มันเข้ากับเนื้อเรื่องอย่างมาก
(แต่ฉายในไทยเนี่ย...ใช้ชื่อห่วยมาก ถึงขนาดอ่านแล้วไม่อยากดูได้เลย)

ที่เพิ่งมาเขียนถึง เพราะเพิ่งไปหาเพลงประกอบของหนังมาได้
(เพิ่งได้มาวันนี้เองฮ่าๆ ติดตามดูที่ด้านล่างบล็อกนะครับ)

เนื้อเรื่อง...
พระเอกและนางเอกเจอกันที่สนามบิน
บนเครื่องบินนางเอกไปจัดการ...กับพระเอกในห้องน้ำ

หลังจากนั้น...
ทุกอย่างก็จบแค่นั้น (งงอ่ะดิ)

ต่อมาในระยะเวลา 7ปีของทั้งคู่
ในชีวิตที่ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างมีชีวิตส่วนตัว
แต่ก็ได้มามีช่วงเวลาดีๆ ร่วมกันอยู่เสมอๆ

จนกระทั่ง...
(ไปติดตามดูกันเองดีกว่า)

รายละเอียดของตัวละครแต่ละตัว รวมทั้งบุคคลรอบๆ ตัวละครหลัก
ทำได้ค่อนข้างดี ทำให้หนังดูมีมิติมากเลย
ซึ่งมีบางฉากดีๆ ในหนังที่ผมชอบมาก














ฉากนี้พระเอกปรึกษาพี่ชายซึ่งเป็นใบ้

















ส่วนฉากเป็นตอนหลังที่พระเอกมาง้อนางเอก
ด้วยเพลงI'll Be There For You ของBon Jovi



เนื้อเรื่องก็ธรรมดาแสนจะธรรมดา
ตลกคอมเมดี้ที่ทุกคนก็คงจะเดาตอนต้น ตอนกลาง ตอนจบได้อย่างไม่ยาก
แต่ส่วนที่ผมชอบ และทำให้คิดว่าหนังเรื่องนี้จัดว่า ดี และประทับใจ
คือ มุมมองของความรัก ในแบบที่เรียบง่าย แต่กลับอบอุ่น

ขอให้สนุกกับหนังเรื่องนี้นะครับ


ป.ล.ข้อดีอีกอย่างคือเพลงประกอบหนังเรื่องนี้ค่อนข้างดีมากทีเดียว มีสามเพลง
เอาไปฟังกันตามสบาย *ถ้าดูหนังก่อนแล้วมาฟัง จะยิ่งชอบมาก จริงๆนะ
what youve done
Breathe (2 AM)
I'll Be There For You

ป.ล.2 หลายวันก่อนแก๊สหมดตอนจะต้มมาม่าพอดี โครตเซ็ง...(แม่งเกี่ยวไรกับบล็อกวันนี้ฟะ)
บทเรียนครั้งนี้ทำให้เราได้รู้ว่า ไมโครเวฟก็ทำมาม่าได้ (ใส่ผักใส่หมูด้วยนะ) :)

top